ว่ากันว่า ประธานธิบดีที่ดีที่สุดที่ไม่ได้เป็นของอเมริกาคือ รอเบริทต์ เอฟ เคนเนดี้ Robert. F. Kennedy หรือที่มีชื่อเล่นเรียกกันทั่วไปว่า บ๊อบบี้ - bobby
บ๊อบบี้เริ่มมีชื่อเสียงเมื่อตอนที่เขาถูกเลือกให้เป็นทนายความของกรรมธิการวุฒิสภาในกรณีฉ้อโกงในสหภาพรถขนส่ง บ๊อบบี้ที่อายุแค่ 32 ในขณะนั้นฟัด จิมมี่ ฮอฟฟา ผู้ยิ่งใหญ่ในสหภาพเสียเละ จนฮอฟฟาถึงกับสบถว่า "ไอ้ลุกหมานี้ น่ายิงทิ้งไปซะ"

เมื่อครั้งพี่ชายของเขา จอนห์ เอฟ เคนเนดี้ - ได้เป็นประธานธิบดี ได้แต่งตั้งบ๊อบบี้ที่อายุแค่ 37 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอนนั้นฮือฮามากเพราะตำแหน่งนี้ในอเมริกาใหญ่เบ้อเริ่ม คุม เอฟ.บี.ไอ และอัยการรัฐทั่วประเทศ บ๊อบบี้สั่งเจ้าหน้าที่ให้ล้างบางระบบมาเฟียโดยใช้วิธีตรวจสอบบัญชี เจ้าพ่อใหญ่อย่าง อัล คาโปน / ชาร์ลี ลูเซียโน่ ถูกจับส่งกลับอิตาลี่ในยุคนี้ รวมทั้ง จิมมี่ ฮอฟฟา ที่เป็นประธานสหภาพแรงงานในขณะนั้น
2 พี่น้องมีนโยบายเสรีนิยม เพิ่มสิทธิคนผิวดำจนเท่าคนขาว ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการเลือกตั้ง การเข้าศึกษา การใช้บริการสาธารณะ ที่รัฐบางรัฐไม่ยอมให้คนดำใช้ ก็มาเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ ใครจำหนังเรื่อง ฟอเรสต์ กัปป์ ได้เมื่อคราวที่นักศึกษาผิวดำของรัฐอลามาบาจะเข้าเรียนมหาลัย ผู้ว่าการรัฐหัวเอียงขวาสั่งตำรวจมากั้นหน้ามหาลัยบอกว่าถ้าเข้าไปเรียนจะจับเข้าคุก บ๊อบบี้ เคนเนดี้ ยั้วะแตก สั่งกองกำลังรักษาชาติ ( National Guard ) ลากเอ็ม 16 สลายกลุ่มตำรวจ เดินนำนักศึกษาผิวดำทั้ง 2 เขาเรียนหนังสืออย่างสวัสดิภาพ
ด้านสงครามเย็น ทั้งสองพยายามเน้นเรื่องสันติภาพไม่ว่าจะเป็นการพยายามถอนทหารออกจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตัดงบประมาณการทหาร รวมทั้งมีการเจรจาลดอาวุธกับครุตชอฟผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์ขณะนั้น แต่พอเคนเนดี้ผู้พี่ถูกลอบสังหารอย่างมีเงื่อนงำ ผู้นำคนต่อมาอย่าง ลินดอน บี จอนห์สัน ก็นำประเทศเข้าสู่สงครามเวียดนามเต็มรูปแบบจนประเทศอเมริกาเกิดความแตกแยกทางสังคมอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาตร์
ความหวังของอเมริกันที่รักสันติภาพอยู่ที่เคนเนดี้ผู้น้อง แต่ชะตากรรมของบ๊อบบี้ก็เหมือนพี่ชายเขา ถูกยิงตายเสียก่อนจะได้เปลี่ยนแปลงประเทศไปอย่างทีหวังเอาไว้
ภาพยนตร์เรื่อง บ๊อบบี้ - bobby เป็นผลงานของดารา-ผู้กำกับ เอมิเลโอ เอซเตเวส - Emilio Estevez เนื้อหาพูดถึงเหตุการณ์ในคืนและวันก่อนที่ บ๊อบบี้ เคนเนดี้จะถูกสังหารในโรงแรมแอมบาสเดอร์ Ambassador Hotel เรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งในโรงแรมนั้น นอกจากทีมหาเสียงของบ๊อบบี้เอง ที่เตรียมแถลงผลชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นก่อนเข้าชิงประธานธิบดียังมี นักข่าวสาวชาวเช็คโกสโลวาเกีย ที่อยากจะขอคุยกับบ๊อบบี้สัก 5 นาทีแต่ทีมงานออกจะอึดอัดเพราะเกรงภาพพจน์ของเขาเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ พนักงานเก่าคนขาวกับเพื่อนสนิทผิวดำที่ว่างๆก็มานั่งเล่นหมากรุกกันพร้อมกับคุยถึงมิตรภาพของคนต่างผิว คู่หนุ่มสาวที่มาแต่งงานเพราะต้องการเลี่ยงไปออกรบเวียดนาม หนุ่มนักศึกษาที่ไปเล่นยากับฮิปปี้ สาวออฟฟิตที่เพิ่งบอกเลิกการเป็นชู้กับผู้จัดการโรงแรม หญิงผิวดำที่น้องอดข้าวรออยู่บ้าน บ๋อยชาวละตินที่คนหนึ่งร่ำพูดแต่เรื่องความเสมอภาพในที่ทำงานส่วนอีกคนหวังแค่จะได้ออกไปดูเบสบอลนัดสำคัญ พ่อครัวผิวดำที่มองโลกในแง่ดี สาวบาร์ขายอาหารที่หวังจะเป็นดารา นักร้องขี้เมากับสามีที่อดทนอยู่ด้วยมาตลอด เศรษฐีค้าหุ้นกับภรรยาที่ชีวิตดูจะน่าเบื่อจนไม่รู้จะทำอะไร และช่างแต่งหน้าทำผมที่เงียบมาตลอดทั้งที่รู้ว่าสามีนอกใจ

เห็นจะเป็นบารมีของบ๊อบบี้ที่ใครๆก็รักและตัวผู้กำกับเองที่อยู่ในแวดวงฮอลี่วู๊ดมายาวนาน งานนี้เลยมีดารามาร่วมทีมกันเป็นขโยงชนิดที่บางคนออกมาแค่ซีนเดียวเท่านั้นเช่น รุ่นใหญ่อย่าง แอนโทนี่ย์ ฮอปกิ้นส์ Anthony Hopkins - มาร์ติน ชีน Martin Sheen -เดมี่ มัวร์ Demi Moore - ชาร์ลอน สโตน Sharon Stone รุ่นใหม่อย่าง ลอล์เร้นต์ ฟิชเบริท Laurence Fishburne -เอลิจา วู๊ด Elijah Wood - ลินเซย์ โลฮานLindsay Lohan รวมทั้งดาราที่ไม่รู้หายไปไหนตั้งนานอย่าง คริสเตียน สเลเตอร์ Christian Slater - ดาราออสก้าร์ เฮเลน ฮัทน์ Helen Hunt - และ ฮีตเตอร์ แกรมน์ Heather Graham
ถึงจะชื่อว่า Bobby แต่หนังกลับไม่พูดตัวเขาเท่าไร มีสุนทรพจน์แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ บทสรุปของเนื้อหาคงอยู่ที่ "ความหวัง" ของตัวละครทั้งหลายที่พูดกันทั้งเรื่อง ปัญหาต่างๆ ของพวกเขาละทิ้งเอาไว้ก่อน ในคืนวันที่ 5 มิถุนายน 1968 พวกเขามารวมกันยิ้มแย้มแจ่มใสฟัง บ๊อบบี้ เคนเนดี้ กล่าวปราศัยตอบรับชัยชนะในรัฐคาลิฟอร์เนีย เพราะหลังจาก 4 ปีของการเสียชีวิตของเคนเนดี้ผู้พี่ สังคมอเมริกาก็สับสนวุ่นวายมาตลอด พวกเขาหวังว่า บ๊อบบี้คนนี้จะนำพาสันติภาพและความสงบมาสู่โลกและประเทศอเมริกา
ในคืนนั้น บ๊อบบี้ถูกยิงเสียชีวิตในห้องครัวของโรงแรมตอนกำลังจะเดินกลับไปที่รถ และประวัติศาตร์ก็บันทึกไว้ว่า 10 กว่าปีหลังจากนั้นคือยุคที่ล้มเหลวและวุ่นวายที่สุดของโลกและประเทศอเมริกาจวบจนยุค 80 ที่ได้โรนัลล์ แรแกน มาแก้นั่นแหละทุกอย่างจึงดีขึ้น
หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมและรายได้ในระดับกลางๆ และไม่ได้เข้าฉายโรงเมืองไทยสาเหตุหนึ่งก็คงเพราะถึงจะแจกแจงบทได้ครบทั่ว รายละเอียดบทพูดที่สอดแทรกดีมาก เดินเรื่องได้น่าสนใจ มีการแทรกภาพข่าวความขัดแย้งยุคนั้นเป็นระยะพอสมจริง แต่หนังไม่มีจุดศูนย์กลางของเรื่อง ไม่รู้จะเอาใจช่วยใครและมีความเป็นส่วนตัวมากเกินไปชนิดถ้าไม่รู้เรื่องประวัติศาตร์ของพี่น้องเคนเนเดี้และอเมริกาช่วงนั้นแทบจะไม่เข้าใจประเด็นของบทสนทนาเลยทีเดียว
ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงสงครามเย็นคนส่วนใหญ่จะพากันประนามอดีตประธานธิบดี จอนห์สัน กับ นิกสัน กันเป็นแถวในขณะที่จอนห์ เคนเนดี้ผู้พี่และ บ๊อบบี้ผู้น้อง ก็ได้รับการสรรเสริญไม่มีเสื่อมคลายเช่นกัน
ทำดีไว้ไม่เสียหลาย ตายไปใครๆยกย่อง ทั้งบทความ ตำราเรียน แม้กระทั้งภาพยนตร์