2007/Oct/09

ในฐานะลูกจีนผมเป็นแฟนหนังชอว์ บาร์เดอร์ ตอนเด็กๆดูกับพ่อแยะมาก

Come drink with me - เป็นหนังที่ผมซื้อให้พ่อผมเร็วๆนี้ หนังใช้ชื่อไทยว่า "หงษ์ทองคะนองศึก" ผมเปิดดูอีกรอบพร้อมกับอีก 2 - 3 เรื่องก็รู้สึกพอเข้าใจว่า ทำไมพอถึงจุดหนึ่ง หนังจีนกังฟูตามขนบของชอว์ บาร์เดอร์จึงได้หมดยุคไปจากโลกภาพยนตร์

เนื้อหาของหนังกล่าวโดยรวบรัดคือ - มีเจ้าเมืองตงฉินคนหนึ่งถูกลักพาตัวลูกชายไป แก๊งค์โจรเจ้าพยัคฆ์เสนอให้แลกตัวกับหัวหน้าโจร หงษ์ทองน้องสาวผู้เยี่ยมยุทธออกมาช่วยพี่ชาย ไปเจรจากันที่โรงเตี้ยม หงษ์ทองเกือบถุกลอบทำร้ายจากเสือหน้าหยก โดยมีขอทานขี้เมามาช่วยไว้และพาไปรักษา ก่อนที่จะแสดงฝีมือสังหารเสือหน้าหยกและลูกน้องที่ตามมาจนหมดสิ้น

หนังของชอว์ บาร์เดอร์ มีขนบบางอย่างของสังคมจีนอย่างแท้จริง - บุญคุณ ความแค้น แยกกันชัดเจน ความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ความวีรบุรุษ - วีรสตรี ที่ต่อสู้อธรรมอย่างมีจริยธรรม รวมทั้งการเสียสละตัวเองเพื่อผู้อื่น - ขนบเหล่านี้ยังพอมีให้ปฎิบัติตามกัน พอจะเห็นในสังคมไทยหรือจีนในยุค 60 - 70 แต่อ่อนแอลงมากในยุค 80

ผมเคยสังเกตในหนังยุคนั้น ของชอว์ บาร์เดอร์ จะมีซีนบังคับอยู่แทบทุกเรื่อง คือ ขณะที่ตัวร้ายกำลังคับขันมันจะจับใครสักคนที่ยืนเก้ๆกังๆอยู่แถวนั้นเอากระบี่มาพาดคอ แล้วบอกว่า "ทิ้งอาวุธซะ มิเช่นนั้น ข้าฯจะสังหารมัน" - และทั้งๆที่ญาติพี่น้องก็ไม่ใช่ แต่พระเอกจะรีบทิ้งอาวุธไปทันที

หนังเรื่อง"หงษ์ทองคะนองศึก"กำกับโดย คิง ฮู ปรมมาจารย์หนังกังฟู - นำแสดงโดย เจิน เพ่ย เพ่ย และ เยี่ยะ หัว หนังออกฉายปี 1966 ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังแนวกังฟูที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง - แม้เนื้อหาผมกล้าพูดได้ว่าพ้นยุคไปเรียบร้อย แต่เทคนิคการถ่ายภาพ การเดินเรื่อง เรียกว่าดีมากถึงนับจนถึงสมัยนี้ก็ตาม

ฉากที่หงษ์ทองย่องออกจากโรงเตี้ยมรังโจรโดยที่ภาพตัดฉับไปมานั้น 1 เสียงคือ 1 ชีวิตนั้นเข้าขั้นฉากแคลสลิกไปเรียบร้อย

แต่หนังยังเชยอยู่บ้างตรงที่ฉากร้องเพลงจีบกันกระท่อมริมน้ำ - ผมน่ะ หัวเราะออกมาดื้อๆเลยล่ะ

ทัศนคติยุคนั้น ตัวเอกต้องสัตย์ซื่อ คุ้มครองทุกคนแม้ไม่รู้จัก ตรงไปตรงมา ชัดเจนทั้งในใจและรูปกาย ถ้าไปดูตัวละครจะมีบุคลิกชัดเจนมาก ผู้ร้ายนี้เดินออกมาหน้าตาท่าทางบอกชัดๆไม่ต้องลุ้น ตัวเอกก็เช่นกัน แยกขาวจัด - ดำจัด ชัดเจน ( ตรงนี้หนังและละครไทยยุค 2500 - 2525 ก็ได้อิทธพลมาไม่น้อย ) แต่ต่อมาทุกอย่างจบลงเมื่อระบบทุนนิยมเข้าครองโลกเมื่อต้นยุค 80

หลังยุค 80 หนังชอว์ บาร์เดอร์ ทั้งเนื้อหาและรูปลักษณ์คือความล้าสมัย - ยุคมือใครยาวสาวได้สาวเอา การเสียสละแก่ผู้อื่นถือเป็นเรื่องโง่เขลา หนังจีนยุคกลาง 80 เป็นต้นมาเป็นกลายหนังมาเฟียที่มีเนื้อหาคดโกง ล่อลวงกันตลอดเรื่อง พระเอกก็กลายเป็นคนนอกสังคม ขนบประเภทยิงก่อนได้เปรียบมาแทนที่


“หงษ์ทองคะนองศึก” - มีฉากบู๊ตอนจบที่สวยงาม และน่าตื่นเต้นแม้ดูในยุคนี้ ตอนนี้จบอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งมีพระทุศีล ไต้ซือ เหลียง คุง ควบคุมตัวไว้ หงษ์ทองกับขอทานขี้เมาซึ่งจริงๆแล้วคือศิษย์น้องของไต้ซือ เหลียง คุง ที่รอคอยจะแก้แค้นแก่อาจารย์ บุกเข้าไปช่วยชีวิตพี่ชายของเธอไว้ได้

หนังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในยุคนั้น เรียกว่าทำให้หนังแทบทุกเรื่องของชอว์ บาร์เดอร์ติดลมบนเป็นเวลาเกือบ 20 ปี คิง ฮู คือ ตำนาน เจิน เพ่ย เพ่ย กลายเป็นดาราดังสุดๆในปลายยุค 60 ต่อต้นยุค 70 - ก่อนจะทิ้งวงการไปมีครอบครัว


20 ปีให้หลัง เธอกลับมาในบท จิ้งจอกหยก เรื่อง Crouching Tiger Hidden Dragon ของอั้ง ลีและไว้ลายจอมยุทธสาวเช่นเคย

ครับ - หนังกำลังภายใน ดูจะเป็นเรื่อง ร้อยเนื้อทำนองเดียว แต่ผมพอจับถึงทัศนคติของความซื่อสัตย์ เสียสละทางโลกเพื่อความสงบ บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องสะสาง คุณธรรมน้ำมิตร ซึ่งทั้งหมดนี้ มันกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในยุค 80 เป็นต้นมา

หนังของชอว์ บาร์เดอร์ก็หมดยุคไปพร้อมกับฉากที่ตัวเอกยอมถูกคนร้ายทรมานต่างๆ เพียงเพื่อช่วยชีวิตใครซักคนที่ตัวเองก็เพิ่งเคยเห็นหน้า หนังที่ดีจะสะท้อนสังคมในแต่ละยุค - หลังยุค 90 สะท้อนสังคมแบบไหน จึงไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครซักคน เสียสละผู้อื่นได้ถึงขนาดนี้

edit @ 9 Oct 2007 14:58:19 by mr.cozy

edit @ 9 Oct 2007 14:59:15 by mr.cozy

2007/Jul/19

ว่ากันว่า ประธานธิบดีที่ดีที่สุดที่ไม่ได้เป็นของอเมริกาคือ รอเบริทต์ เอฟ เคนเนดี้ Robert. F. Kennedy หรือที่มีชื่อเล่นเรียกกันทั่วไปว่า บ๊อบบี้ - bobby

บ๊อบบี้เริ่มมีชื่อเสียงเมื่อตอนที่เขาถูกเลือกให้เป็นทนายความของกรรมธิการวุฒิสภาในกรณีฉ้อโกงในสหภาพรถขนส่ง บ๊อบบี้ที่อายุแค่ 32 ในขณะนั้นฟัด จิมมี่ ฮอฟฟา ผู้ยิ่งใหญ่ในสหภาพเสียเละ จนฮอฟฟาถึงกับสบถว่า "ไอ้ลุกหมานี้ น่ายิงทิ้งไปซะ"

เมื่อครั้งพี่ชายของเขา จอนห์ เอฟ เคนเนดี้ - ได้เป็นประธานธิบดี ได้แต่งตั้งบ๊อบบี้ที่อายุแค่ 37 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอนนั้นฮือฮามากเพราะตำแหน่งนี้ในอเมริกาใหญ่เบ้อเริ่ม คุม เอฟ.บี.ไอ และอัยการรัฐทั่วประเทศ บ๊อบบี้สั่งเจ้าหน้าที่ให้ล้างบางระบบมาเฟียโดยใช้วิธีตรวจสอบบัญชี เจ้าพ่อใหญ่อย่าง อัล คาโปน / ชาร์ลี ลูเซียโน่ ถูกจับส่งกลับอิตาลี่ในยุคนี้ รวมทั้ง จิมมี่ ฮอฟฟา ที่เป็นประธานสหภาพแรงงานในขณะนั้น

2 พี่น้องมีนโยบายเสรีนิยม เพิ่มสิทธิคนผิวดำจนเท่าคนขาว ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการเลือกตั้ง การเข้าศึกษา การใช้บริการสาธารณะ ที่รัฐบางรัฐไม่ยอมให้คนดำใช้ ก็มาเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ ใครจำหนังเรื่อง ฟอเรสต์ กัปป์ ได้เมื่อคราวที่นักศึกษาผิวดำของรัฐอลามาบาจะเข้าเรียนมหาลัย ผู้ว่าการรัฐหัวเอียงขวาสั่งตำรวจมากั้นหน้ามหาลัยบอกว่าถ้าเข้าไปเรียนจะจับเข้าคุก บ๊อบบี้ เคนเนดี้ ยั้วะแตก สั่งกองกำลังรักษาชาติ ( National Guard ) ลากเอ็ม 16 สลายกลุ่มตำรวจ เดินนำนักศึกษาผิวดำทั้ง 2 เขาเรียนหนังสืออย่างสวัสดิภาพ

ด้านสงครามเย็น ทั้งสองพยายามเน้นเรื่องสันติภาพไม่ว่าจะเป็นการพยายามถอนทหารออกจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตัดงบประมาณการทหาร รวมทั้งมีการเจรจาลดอาวุธกับครุตชอฟผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์ขณะนั้น แต่พอเคนเนดี้ผู้พี่ถูกลอบสังหารอย่างมีเงื่อนงำ ผู้นำคนต่อมาอย่าง ลินดอน บี จอนห์สัน ก็นำประเทศเข้าสู่สงครามเวียดนามเต็มรูปแบบจนประเทศอเมริกาเกิดความแตกแยกทางสังคมอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาตร์

ความหวังของอเมริกันที่รักสันติภาพอยู่ที่เคนเนดี้ผู้น้อง แต่ชะตากรรมของบ๊อบบี้ก็เหมือนพี่ชายเขา ถูกยิงตายเสียก่อนจะได้เปลี่ยนแปลงประเทศไปอย่างทีหวังเอาไว้

ภาพยนตร์เรื่อง บ๊อบบี้ - bobby เป็นผลงานของดารา-ผู้กำกับ เอมิเลโอ เอซเตเวส - Emilio Estevez เนื้อหาพูดถึงเหตุการณ์ในคืนและวันก่อนที่ บ๊อบบี้ เคนเนดี้จะถูกสังหารในโรงแรมแอมบาสเดอร์ Ambassador Hotel เรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งในโรงแรมนั้น นอกจากทีมหาเสียงของบ๊อบบี้เอง ที่เตรียมแถลงผลชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นก่อนเข้าชิงประธานธิบดียังมี นักข่าวสาวชาวเช็คโกสโลวาเกีย ที่อยากจะขอคุยกับบ๊อบบี้สัก 5 นาทีแต่ทีมงานออกจะอึดอัดเพราะเกรงภาพพจน์ของเขาเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ พนักงานเก่าคนขาวกับเพื่อนสนิทผิวดำที่ว่างๆก็มานั่งเล่นหมากรุกกันพร้อมกับคุยถึงมิตรภาพของคนต่างผิว คู่หนุ่มสาวที่มาแต่งงานเพราะต้องการเลี่ยงไปออกรบเวียดนาม หนุ่มนักศึกษาที่ไปเล่นยากับฮิปปี้ สาวออฟฟิตที่เพิ่งบอกเลิกการเป็นชู้กับผู้จัดการโรงแรม หญิงผิวดำที่น้องอดข้าวรออยู่บ้าน บ๋อยชาวละตินที่คนหนึ่งร่ำพูดแต่เรื่องความเสมอภาพในที่ทำงานส่วนอีกคนหวังแค่จะได้ออกไปดูเบสบอลนัดสำคัญ พ่อครัวผิวดำที่มองโลกในแง่ดี สาวบาร์ขายอาหารที่หวังจะเป็นดารา นักร้องขี้เมากับสามีที่อดทนอยู่ด้วยมาตลอด เศรษฐีค้าหุ้นกับภรรยาที่ชีวิตดูจะน่าเบื่อจนไม่รู้จะทำอะไร และช่างแต่งหน้าทำผมที่เงียบมาตลอดทั้งที่รู้ว่าสามีนอกใจ

เห็นจะเป็นบารมีของบ๊อบบี้ที่ใครๆก็รักและตัวผู้กำกับเองที่อยู่ในแวดวงฮอลี่วู๊ดมายาวนาน งานนี้เลยมีดารามาร่วมทีมกันเป็นขโยงชนิดที่บางคนออกมาแค่ซีนเดียวเท่านั้นเช่น รุ่นใหญ่อย่าง แอนโทนี่ย์ ฮอปกิ้นส์ Anthony Hopkins - มาร์ติน ชีน Martin Sheen -เดมี่ มัวร์ Demi Moore - ชาร์ลอน สโตน Sharon Stone รุ่นใหม่อย่าง ลอล์เร้นต์ ฟิชเบริท Laurence Fishburne -เอลิจา วู๊ด Elijah Wood - ลินเซย์ โลฮานLindsay Lohan รวมทั้งดาราที่ไม่รู้หายไปไหนตั้งนานอย่าง คริสเตียน สเลเตอร์ Christian Slater - ดาราออสก้าร์ เฮเลน ฮัทน์ Helen Hunt - และ ฮีตเตอร์ แกรมน์ Heather Graham

ถึงจะชื่อว่า Bobby แต่หนังกลับไม่พูดตัวเขาเท่าไร มีสุนทรพจน์แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ บทสรุปของเนื้อหาคงอยู่ที่ "ความหวัง" ของตัวละครทั้งหลายที่พูดกันทั้งเรื่อง ปัญหาต่างๆ ของพวกเขาละทิ้งเอาไว้ก่อน ในคืนวันที่ 5 มิถุนายน 1968 พวกเขามารวมกันยิ้มแย้มแจ่มใสฟัง บ๊อบบี้ เคนเนดี้ กล่าวปราศัยตอบรับชัยชนะในรัฐคาลิฟอร์เนีย เพราะหลังจาก 4 ปีของการเสียชีวิตของเคนเนดี้ผู้พี่ สังคมอเมริกาก็สับสนวุ่นวายมาตลอด พวกเขาหวังว่า บ๊อบบี้คนนี้จะนำพาสันติภาพและความสงบมาสู่โลกและประเทศอเมริกา

ในคืนนั้น บ๊อบบี้ถูกยิงเสียชีวิตในห้องครัวของโรงแรมตอนกำลังจะเดินกลับไปที่รถ และประวัติศาตร์ก็บันทึกไว้ว่า 10 กว่าปีหลังจากนั้นคือยุคที่ล้มเหลวและวุ่นวายที่สุดของโลกและประเทศอเมริกาจวบจนยุค 80 ที่ได้โรนัลล์ แรแกน มาแก้นั่นแหละทุกอย่างจึงดีขึ้น

หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมและรายได้ในระดับกลางๆ และไม่ได้เข้าฉายโรงเมืองไทยสาเหตุหนึ่งก็คงเพราะถึงจะแจกแจงบทได้ครบทั่ว รายละเอียดบทพูดที่สอดแทรกดีมาก เดินเรื่องได้น่าสนใจ มีการแทรกภาพข่าวความขัดแย้งยุคนั้นเป็นระยะพอสมจริง แต่หนังไม่มีจุดศูนย์กลางของเรื่อง ไม่รู้จะเอาใจช่วยใครและมีความเป็นส่วนตัวมากเกินไปชนิดถ้าไม่รู้เรื่องประวัติศาตร์ของพี่น้องเคนเนเดี้และอเมริกาช่วงนั้นแทบจะไม่เข้าใจประเด็นของบทสนทนาเลยทีเดียว

ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงสงครามเย็นคนส่วนใหญ่จะพากันประนามอดีตประธานธิบดี จอนห์สัน กับ นิกสัน กันเป็นแถวในขณะที่จอนห์ เคนเนดี้ผู้พี่และ บ๊อบบี้ผู้น้อง ก็ได้รับการสรรเสริญไม่มีเสื่อมคลายเช่นกัน

ทำดีไว้ไม่เสียหลาย ตายไปใครๆยกย่อง ทั้งบทความ ตำราเรียน แม้กระทั้งภาพยนตร์

2007/Jul/05

ข่าวเรื่องของอเมริกากับอิหร่านที่ นาย จอร์จ บุช ถึงกับเชิญนาย ปูติน มาคุยการเฉพาะทำให้ผมรู้สึกว่า รัฐบาลอเมริกันนี่มันเฮงซวยไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ

the Ugly American - สร้างเมื่อปี 1963 ในยุคสงครามเย็นที่โลกจับตามองมายังประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากหลายๆประเทศแพ้แก่ขบวนการคอมมิวนิสต์ อเมริกาจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อจะคานอำนาจทางการเมืองไว้ ทั้งนี้ก็รวมถึงการเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศแถบนั้น ทั้งทางลับและเปิดเผย

หนังพาเราไปรู้จักประเทศสมมุติชื่อ"สารขัณฑ์"การเดินเรื่องผ่านมุมมองของเอกอัคราชทูตคนใหม่คือนาย แม๊คไกวร์ - Marlon Brando ทำให้คนดูรู้จักประเทศนี้ไปพร้อมๆกัน ข้อมูลพื้นฐานคือ สารขัณฑ์ เป็นประเทศที่ล่อแหลมอย่างมากที่จะถูกคอมมิวนิสต์ยึดครอง อเมริกาจึงเข้ามาจัดการหลายๆอย่าง เช่น การสร้าง"ถนนเสรีภาพ" - freedom road และสนับสนุนนายกฯเผด็จการอย่าง กวน ไสย - อ.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยมี ดียอง - Eiji Okada เป็นผู้นำประชาชนที่ต้องการให้ สารขัณฑ์ พ้นทางการแทรกแซงจากต่างประเทศ ต่อต้านการสร้างถนน และเรียกร้องการมีรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว - แมคไกวร์ และ ดียอง เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาครั้งสงครามโลก

ถ้าดูๆแล้ว ยุค 60 อเมริกาวุ่นวายแถวๆ south east asia ยุค 70 ไปตะวันออกกลาง ยุค 80 ยุโรปตะวันออกเอาจนคอมมิวนิสต์หมดเกลี้ยง ยุค 90 จนมาถึงตอนนี้ก็กะเล่นจีนกับตะวันออกกลางให้ราบคาบทั้งทางลับและทางแจ้ง

ยอร์ช อิงค์ลันน์ - Grorge Englund คือผู้กำกับ หนังเดินเรื่องกลางๆ มาร์ลอน บรันโด แสดงให้เราเห็นถึงความหัวแข็งในคราวแรกที่ยังยืนหยัดนโยบายของประเทศจนแตกคอกับดียอง "ถ้าเราจะต้องสนับสนุนเผด็จการเพื่อต้านคอมมิวนิสต์ เราก็จะทำ" เขาประกาศลั่น เช่นเดียวกับดียอง ผู้ซึ่งยืนหยัดในอุดมการณ์อย่างไม่ลืมหูลืมตา เป็นตัวอย่างของผู้ไม่ประณีประนอมเท่าที่ควร เขาต่อต้านทุกอย่างๆที่อเมริกามาแทรกแซง ยอมแม้กระทั้งรับอาวุธจากคอมมิวนิสต์ จนถูกหลอกใช้ ซึ่งกว่าจะคิดได้ทุกอย่างก็เกือบจะสายเกินไป

ผมว่าทั้งเรื่อง นายกรัฐมนตรีกวน ไสย ดูจะเข้าใจสถานการณ์โดยรวมทั้งหมดดีที่สุด เขาไม่ได้อ่อนตามอเมริกาเสียทั้งหมด พยายามให้สารขัณฑ์เป็นตัวของตัวเองพอสมควร เขาเข้าใจดียองดีถึงขั้นเตรียมร่างรัฐธรรมนูญไว้แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าประชาชนพร้อมจะเลือกตั้งหรือยัง เมื่อถูกแมคไกวร์ต่อว่าเรื่องรวบอำนาจ "ทีคุณยังให้น้องชายเป็น ผบ.ทหาร ให้ญาติคุมมหาดไทย" เขาก็ย้อนเอาได้อย่างถึงใจ"แล้วผมก็จะให้แม่ยายเป็นอธิบดีกรมตำรวจหากเธอมีคุณสมบัติ รู้ไหม..บางทีผมว่าเธอมีนะ"

เหตุการณ์ถึงจุดระเบิดเอาเมื่อ ประชาชนที่นำโดยดียองไม่ทนการแทรกแซงจากอเมริกาอีกต่อไปประกาศสงครามกลางเมือง อเมริกาจะจัดส่งทหารเข้าปราบ ในขณะที่คอมมิวนิสต์ก็จ้องเข้ารวบอำนาจและฆ่าดียองทันทีที่ดียองได้อำนาจรัฐ กวน ไสยรู้ดีว่ามีคอมมิวนิสต์มาเกี่ยวข้อง ถึงไม่อยากให้อเมริกาใช้อำนาจทางทหารในประเทศนี้แต่ก็จำเป็น ส่วนแม๊คแม๊คไกวร์ก็เพิ่งได้รู้เห็นว่านโยบายที่รับบาลของเขาเดินมานั้นมันผิดพลาดแค่ไหน

เอาเข้าจริงๆ กวน ไสย กลับเป็นคนยืนยันเองว่า ดียองไม่มีทางเป็นคอมมิวนิสต์ - เขาเป็นแค่ผู้รักชาติที่ไม่มีทางเลือกเท่านั้น

อันนี้ก็ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้ในปัจจุบันดูอิรักเป็นตัวอย่าง อเมริกาจะอ้างเหตุอะไรเข้าไปในประเทศนั้นก็ตาม คนเราถ้าเห็นชาติถูกละเมิดอธิปไตยมากๆเข้า ก็อาจต้องเลือกทางที่เห็นว่าจะช่วยชาติได้ แม้จะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายก็เถอะ

บทสรุปของหนังก็คือคำพูดของแม๊คไกวร์นั้นแหละเขายอมรับเสียงแห้งๆเมื่อถูกถามว่า - เราต้องเสียประเทศนี้ไปใช่ไหมว่า- "เราไม่เคยได้ประเทศนี้อยู่แล้ว" ก่อนจะย้ำด้วยคำพูดสรุปว่า"เราถูกเกลียดเพราะเราทำตัวของเราเอง" - และตราบใดที่รัฐบาลอเมริกายังทำตัวเป็นนักเลงโตแบบนี้ ก็ไม่มีวันที่ผมจะรู้สึกเป็นอื่น นอกจากชื่อหนัง - the ugly american

หนังออกตัวแต่แรกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ผมดูๆไปรู้สึกว่ามันปนๆกันระหว่าง ไทย - กัมพูชา - ลาว - เวียดนาม ซึ่งบางประเทศหลังจากนั้นก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปจริงๆ - 10 ปีหลังจากที่ ม.ร.ว คึกฤทธิ์รับบทนายกฯสารขัณฑ์ท่านก็ได้เป็นนายกฯตัวจริงของประเทศไทย เรื่องนี้พอลุง ยอร์จ อิงค์ลันน์รู้เข้าก็แซวว่า"So I guess -that was not a bad bit of casting on my part."

ครับ - ยุค 60 อเมริกาวุ่นวายแถวๆ south east asia ก่อนจะวุ่นวายไปที่อื่นๆทั่วโลกจนบางประเทศล่มสลาย บางประเทศแตกกระจาย บางประเทศเสียอำนาจอธิปไตยไปอย่างสิ้นเชิง

แต่อย่าคิดว่า the ugly american จะไม่กลับมาแถวๆนี้อีก.........


edit @ 2007/07/06 14:27:56